สั่งซื้อก่อนหมดโปร !!

น้ำมันสกัดเย็น รวม 11 ชนิด – 11-OIL

คัดสรรสุดยอดน้ำมันสกัดเย็น 11 ชนิด ดังนี้

🟨1.น้ำมันมะพร้าว

🟨2.น้ำมันงาดำ

🟨3.น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว

🟨4.น้ำมันงานม้อน

🟨5.น้ำมันถั่วดาวอินคา

🟨6.น้ำมันแฟลกซ์ซีด

🟨7.น้ำมันกระเทียม

🟨8.น้ำมันมะกอก

🟨9.น้ำมันเมล็ดองุ่น

🟨10.น้ำมันโบราจ.

🟨11.น้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส

PAYDAY

4.8/5
4.6/5
Hours
Minutes
Seconds
ขายไปแล้ว 15,809 กล่อง
จำนวนสินค้าที่เหลือก่อนหมดโปรโมชั่น 3,904 กล่อง 94%

สรรพคุณ

– ช่วยบำรุง สายตา ไม่มัว มองชัดแจ๋ว
– ช่วยบำรุง กระดูก ข้อเข่า ปวดข้อ ลดการอักเสบ
– ช่วยบำรุง สมอง ความจำ สมองโปร่งโล่ง
– ช่วยลด อาการ มือชา เท้าช้า
– ช่วยบำรุง สุขภาพ หลับง่าย หลับลึก สนิท

ผลลัพธ์ที่ได้ขึ้นอยู่กับบุคคล

เดี๋ยวนี้โรคไต ไม่ไกลตัว
คนในปัจจุบันเริ่มเป็นโรคไตกันเยอะขึ้น 
ไม่ว่าจะเป็นแล้วหรือยังไม่เป็นก็ควรใส่ใจดูแลไต
เพราะถ้าเมื่อเป็นแล้วชีวิตจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

👉 ไตทำหน้าที่กำจัดของเสียให้ร่างกาย
👉 รักษาระดับเกลือแร่ในเลือด
👉 สร้างความสมดุลให้ร่างกาย

แล้วไตเราจะเสื่อมลงเมื่อไร?
โดยส่วนใหญ่แล้วเมื่อเราอายุ 30 ปี ขึ้นไป
ไตเราจะเสื่อมลงร้อยละ 1 ต่อปี

ระยะของไตนั้นมีทั้งหมด 5 ระยะดังนี้

ระยะที่ 1 : สังเกตุได้จากปัสสาวะเป็นฟอง
หรือมีตะกอนผิดปกติ แต่ไตจะทำงานได้ปกติในระยะนี้

การดูแล : งดสูบบุหรี่ และรักษาโรคที่เป็นต้นเหตุให้ไตเสื่อม
เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคเอสแอลอี
โรคเก๊าท์ นิ่วในไต ไตอักเสบ การติดเชื้อปัสสาวะ

ระยะที่ 2 : ไตเริ่มทำงานได้น้อย 3 ใน 4 ส่วน
หรือ 60-90%
การดูแลรักษา : ลดปริมาณอาหารที่มีรสเค็ม

ระยะที่ 3 : ไตเริ่มทำงานลดลง 1 ใน 2 ส่วน
หรือ 30-60%
การดูแลรักษา : ลดอาหารจำพวกโปรตีน

ระยะที่ 4 : ไตเริ่มทำงานได้น้อย 1 ใน 4 ส่วน หรือ 15-30%

การดูแลรักษา : จำกัดการบริโภคผลไม้ต่างๆ

ระยะที่ 5 เป็น “ระยะไตวาย”
ซึ่งในระยะนี้ไตจะทำงานได้น้อยกว่า 15%

โรคไตกินอะไร ถาม-ตอบ?
“ค่าโพแทสเซียมสำหรับผู้ป่วยโรคไต

ควรอยู่ในช่วง 3.5-5.0 mEq/L.” 

👨‍⚕️ซึ่งแร่ธาตุโพแทสเซียม จะพบมากในผัก🥬🥦🥕 ผลไม้🍎🍐🍊 

ที่ผู้ป่วยโรคไตทานอาหารกันนั่นเองครับ

ในผู้ป่วยโรคไตแต่ละคน

ก็จะมีปัญหาโภชนาการที่แตกต่างกันออกไป

👨‍⚕️คำแนะนำการทารอาหารสำหรับผู้ป่วยโรคไต

เกี่ยวกับการดูแลโพแทสเซียมนั่นก็คือ
1.ผู้ป่วยโรคไตที่มีค่าโพแทสเซียมมากกว่า 5.0 mEq/L ‼️
👉ต้องหลีกเลี่ยงการทานผัก ผลไม้ โพแทสเซียมสูงทุกชนิด
👉ให้นำผักไปต้มน้ำทิ้งก่อนนำมาปรุงประกอบอาหาร
2.ผู้ป่วยโรคไตที่มีค่าโพแทสเซียมน้อยกว่า 3.5 mEq/L ❗️
👉แนะนำให้ทานผัก ผลไม้ โพแทสเซียมสูงได้วันละ 100 กรัม

ตัวอย่างผักที่มีโพแทสเซียมสูง ได้แก่

ผักโขม หน่อไม้ เห็ดหอม ฟักทอง แครอท เป็นต้น

🍊ตัวอย่างผลไม้ที่มีโพแทสเซียมสูง ได้แก่

แก้วมังกร มะละกอ มะพร้าว กล้วย ทุเรียน

ในผู้ป่วยโรคไตที่มีปัญหาเกี่ยวกับค่าโพแทสเซียม

การที่เราเลือกทานผัก ผลไม้ ได้ตรงตามค่าผลแลปของ👨‍⚕️เรา

จะช่วยให้ค่าโพแทสเซียมกลับมาอยู่ในเกณฑ์ปกติได้

ถ้าเราละเลยการดูแลค่าโพแทสเซียม จะส่งผลเสียตามมามากมาย

ที่อันตรายมากสุดถึงชีวิตคือ หัวใจเต้นผิดจังหวะจนหัวใจวาย ‼️

หยุด! พฤติกรรมทำร้ายไต

โรคไต เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติ

ที่บริเวณไต ที่พบมาก คือ โรคไตวายเฉียบพลัน

ไตวายเรื้อรังจากโรคเบาหวาน หรือโรคความดันโลหิตสูง

โรคไตอักเสบจากโรคเเอลเอสอี โรคถุงน้ำดีที่ไต เเละโรคนิ่ว

พฤติกรรมที่ส่งผลร้ายต่อไต

1. ทานเค็มจัด

2. กลั้นปัสสาวะบ่อย

3. ทานหวานจัด

4. ทานยาเเก้ปวดมาก

5. ดื่มน้ำน้อย

6. ทานโปรตีนมากไป

วิธีป้องกันและชะลอการเสื่อมของไต

1. ลดอาหารเค็ม หลีกเลี่ยงการเติมเครื่องปรุง

2. เลิกสูบบุหรี่ งดดื่มเเอลกอฮอล์

3. หลีกเลี่ยงการซื้อยาเเก้ปวดหรือยาชุดรับประทานเอง

4. ดื่มน้ำสะอาดอย่างเพียงพอ วันละ 6-8 แก้ว

5. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ สัปดาห์ละ 3 วัน วันละ 30 นาที

6. หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมัน

7. ตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี

8. ผู้ป่วยโรคเรื้องรัง ควรควบคุมความดันให้อยู่ที่ 130/80 มม.ปรอท และคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ต่ำกว่า 130 มก./ดล.

 

ขายไปแล้ว 15,809 กล่อง
จำนวนสินค้าที่เหลือก่อนหมดโปรโมชั่น 3,904 กล่อง 94%

ไรคไต กับสมุนไพรเสริมภูมิคุ้มกัน
ผักผลไม้ที่มีสารเคอร์ซีติน(Quercetin)สูง

มีส่วนช่วยไม่ให้ไวรัสเข้าสู่เซลล์

ช่วยลดโอกาสการติดเชื้อได้

✅ทานได้    ❎ไม่ได้


📌หอมหัวใหญ่ : มีวิตตามินซีสูง

มีสารเคอร์ซีตินช่วยต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย

และช่วยป้องกันโรคต่าง ๆ รักษาไข้หวัด คัดจมูก

และช่วยลดน้ำมูกได้ดี (ทานได้)


📌แอปเปิ้ลเขียว : มีไฟเบอร์และวิตตามินซีมากกว่า

แอปเปิ้ลสีอื่น ๆ มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ

เปลือกของแอปเปิ้ลสามารถช่วยกระตุ้น

ภูมิคุ้มกันในร่างกายได้ (ทานได้)


📌มะนาว : อุดมไปด้วยวิตตามินซี ซึ่งเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายหลายเซลล์ต้องใช้วิตตามินซีช่วยในการทำงาน (ทานได้)


📌มะกรูด : มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระสูง

ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกายให้แข็งแรง

และป้องกันโรคได้ (ทานได้)


📌หอมแดง : มีสารเคอร์ซีติน เพิ่มภูมิคุ้มกัน

สร้างวิตตามิน ช่วยขยายหลอดลม

หอมสดจะมีน้ำมันละเหยมากกว่าหอม

ที่ผ่านความร้อน แก้อาการหวัดได้ดี

แต่คนที่มีระดับโพแทสเซียมในเลือดสูง

ถ้าทานจะทำให้โพแทสเซียมคั่ง

และอาจทำให้เกิดอันตรายต่อชีวิตได้ (ไม่แนะนำ)

6 สมุนไพร โรคไตควรเลี่ยง เสี่ยงทรุดเร็ว

ผู้ป่วยไตเสื่อมและไตวายเรื้อรัง

❗❗ห้ามทานเด็ดขาด❗❗

1.โสม

เป็นสมุนไพรจีน มีฤทธิ์ร้อน

หากทานเข้าไป ทำให้การไหลเวียนเลือดดีขึ้นจริง

แต่ทำให้ความดันโลหิตสูงและหัวใจเต้นเร็ว

มีผลอันตรายต่อหัวใจ ไม่แนะนำให้ทาน

2.อัลฟัลฟา

มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง

เป็นพืชตะกูลถั่ว มีโพแทสเซียมสูง

หากทานเข้าไปจะทำให้โพแทสเซียม

ในเลือดสูงมาก  ไม่แนะนำให้ทาน

3.มาฮวง

เป็นพืชสมุนไพรจีน ชนิดนี้หากทานเข้าไป

จะเกิดภาวะทำให้ความดันโลหิตสูง

หัวใจเต้นเร็วขึ้นแล้วอาจมีอาการชักได้

ไม่แนะนำให้ทาน

4.น้ำลูกยอ

มีโพแทสเซียมสูงมาก

ทานเข้าไปอาจมีผลต่อภาวะ

อัตราการเต้นของหัวใจ

หรือทำให้หัวใจวายได้ ไม่แนะนำให้ทาน

5.ชะเอมเทศ

หากทานเข้าไปจะทำให้

ความดันโลหิตสูง ไม่แนะนำให้ทาน

6.มะเฟือง

หากทานเข้าไป ผู้ป่วยไตที่เสื่อมแล้ว

จะเกิดอาการสะอึก มึนงง สับสน

เหมือนสมองจะเบลอ

อาจทำให้มีอาการชักได้ ไม่แนะนำให้ทาน

8 เนื้อสัตว์ที่ผู้ป่วยโรคไตควรหลีกเลี่ยง!!!

อย่างที่ทราบกันดีว่า ผู้ป่วยโรคไต

ควรจำกัดปริมาณการรับประทานเนื้อสัตว์

ให้ถูกต้องตามระยะของไต

แต่มีอีกหนึ่งสิ่งที่ผู้ป่วยโรคไต

จะต้องคำนึงถึงนั่นก็คือ อาหารที่ทำมาจากสัตว์

ที่ผ่านกระบวนการถนอมอาหาร

และมักจะมีปริมาณโซเดียมสูงมาก

ซึ่งอาหารที่ผ่านกระบวนการถนอมอาหาร

ไม่ว่าจะเป็นการ การหมักดอง

การตากแห้ง การแปรรูป หรือการรมควัน

ก็เพื่อยืดอายุการเก็บรักษาให้ได้นานขึ้น

แต่หากผู้ป่วยโรคไตทานอาหารเหล่านี้

หรือทานในปริมาณมาก ก็จะทำให้ไตของเราทำงานหนัก

และทำให้ไตเสื่อมลงได้เร็วมาก

จนอาจไตวายได้ในที่สุด

ซึ่งตัวอย่างอาหารที่เรามานำเสนอมีดังนี้.

❎หมูยอ ❎ไข่เค็ม ❎แหนม

❎กุนเชียง ❎ปลาร้า

❎ปลาเค็ม ❎เบคอน ❎แฮม

นอกจากนี้ยังมี ปลาส้ม หมูหยอง

หมูแผ่น ไส้กรอก เนย ชีส เป็นต้น

…ซึ่งในอาหารผู้ป่วยโรคไตทุกระยะ

ควรจำกัดปริมาณโซเดียมที่ใช้ประมาณ 2-3 กรัม/วัน

โดยควรลดปริมาณใช้เครื่องปรุงอาหารลง

ให้เหลือประมาณ 3 ช้อนชาต่อวัน

เพื่อไม่ให้ได้รับปริมาณโซเดียมต่อวัน

เกินปริมาณที่ควรจะได้รับ

…มีหลายคนใช้ความรู้สึก

ในการกะปริมาณความเค็ม

จึงอาจทำให้เราได้รับปริมาณโซเดียม

มากเกินไปโดยไม่รู้ตัว

ดังนั้นก่อนจะเลือกซื้ออาหารประเภทต่างๆ

หรือเริ่มปรุงอาหารสำหรับผู้ป่วยโรคไต

ควรศึกษาข้อมูลปริมาณโซเดียมในอาหารประเภทต่างๆ

และอ่านฉลากโภชนาการ

เพื่อตรวจสอบปริมาณโซเดียม

ก่อนเลือกซื้อทุกครั้ง

ด้วยรักและห่วงใย

สัญญาณเตือน 9 ข้อ จากไตที่เริ่มเสื่อม

1.ปัสสาวะขัดหรือลำบาก

2.ปัสสาวะเป็นเลือด

3.ปัสสาวะขุ่น

4.ปัสสาวะกลางคืนหรือปัสสาวะน้อยกว่าปกติ

5.ปัสสาวะมีฟองหรือมีสีน้ำล้างเนื้อ

6.หน้า หรือหลังเท้าบวม

7.ปวดเอว

8.ความดันโลหิตสูง

9.อาการบวมที่รอบตา

🌺🌺โรคไตจากเบาหวาน🌺🌺

ผู้ที่เป็นเบาหวานมานานหลายปี

จะเกิดภาวะแทรกซ้อนของอวัยวะต่าง ๆ

โดยเฉพาะหลอดเลือดทั่วร่างกายจะแข็ง และหนา

ทำให้เลือดไป เลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายลดลง

ถ้าควบคุมเบาหวานไม่ดี

ภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ จะเกิดเร็วกว่าปกติ

โดยเฉลี่ยโรคไตมักจะเกิดตามหลังโรคเบาหวาน

มากกว่า 10 ปี ขึ้นไป

ถ้าเริ่มมีอาการบวมตามแขน ขา ใบหน้า และลำตัว

เป็นการบ่งชี้ว่าเริ่มมีความผิดปกติทางไต

🌼🌼การตรวจพบโรคไตระยะเริ่มแรก

ในผู้ป่วยเบาหวาน คือ

ความดันโลหิตสูง ไข่ขาวหรือโปรตีนรั่วในปัสสาวะ

เมื่อไตเริ่มเสื่อมลง จะต้องเจาะเลือดเพื่อตรวจหน้าที่ไต

โดยค่ายูเรียไนโตรเจน ( BUN ) และคริเอตินิน ( Creatinine )

จะสูงกว่าคนปกติ

ภาวะแทรกซ้อนทางไตในผู้ป่วยเบาหวาน

       กระเพาะปัสสาวะอักเสบ

อาการบวม

ไตอักเสบจากการติดเชื้อ

ไตวายฉับพลัน

ไตวายเรื้อรัง

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคไตในผู้ป่วยเบาหวาน

โรคไตพบประมาณ 30 – 35 % ของผู้ป่วยโรคเบาหวาน

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคไต ได้แก่

เพศชาย

พันธุกรรม

ระดับน้ำตาลสูง

ความดันโลหิตสูง

โปรตีนรั่วในปัสสาวะ

การสูบบุหรี่

ทราบได้อย่างไรว่าเป็นโรคไตจากเบาหวาน

มีอาการซีด

บวม

ความดันโลหิตสูง

อาการคันตามตัว

เบื่ออาหาร น้ำหนักลด

ระยะสุดท้ายจะอ่อนเพลีย คลื่นใส้ อาเจียน

อย่างไรก็ดี การเกิดโรคไตจากเบาหวาน

มักมีสิ่งตรวจพบเพิ่มเติมจากผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง

จากสาเหตุอื่นซึ่งก็คือ

🍊🍊ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากเบาหวาน ได้แก่🍊🍊

อาการชาตามปลายมือ – เท้า

เจ็บหน้าอก ตามัว แขนขาอ่อนแรง

แผลเรื้อรังตามผิวหนังและปลายเท้า

การดูแลผู้ป่วยเบาหวาน เพื่อป้องกันโรคไต

ตรวจปัสสาวะ เพื่อหาโปรตีนทุกปี

ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

ให้เท่ากับ หรือใกล้เคียงปกติ เท่าที่สามารถทำได้

รักษาความดันโลหิตให้อยู่ในเกณท์ปกติ

หลีกเลี่ยงการใช้ยา หรือ สารที่เป็นอันตรายต่อไต

เช่น ยาต้านการอักเสบระงับปวด สารทึบรังสี

สำรวจ และให้การรักษาโรค

หรือ ภาวะอื่นที่ทำให้ไตเสื่อมสมรรถภาพ

เช่น การติดเชื้อทางปัสสาวะ

การดูแลผู้ป่วยเบาหวาน และเป็นโรคไต

ตรวจปัสสาวะและเลือด เพื่อดูหน้าที่ไตเป็นระยะๆ

กินยาตามแพทย์สั่งติดต่อกัน

และพบแพทย์ตามนัด

งดบุหรี่ และแอลกอฮอล์ ซึ่งมีผลต่อหลอดเลือด

เมื่อมีอาการบวม ควรงดอาหารเค็ม

รสจัด หมักดอง และอาหารกระป๋อง

ควบคุมความดันโลหิตให้ปกติ

หรือ ใกล้เคียงมากที่สุด กินยาสม่ำเสมอ

ไม่หยุดยาเองเพราะคิดว่าสบายดีแล้ว

ระวังอาหารที่มี โคเลสเตอรอลสูง

รับประทานผักและปลามากขึ้น

ควรตรวจอวัยวะอื่น ๆ ด้วย เช่น ตา หัวใจ ปอด

สำรวจผิวหนัง และเท้าให้สะอาด ไม่มีแผลเรื้อรัง

ระหว่างการรักษาด้วยเครื่องไตเทียม

ควรรับประทานเนื้อสัตว์ และอาหารเค็มให้น้อยที่สุด

ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดอย่างเคร่งครัด

ตัวอย่างอาหารไขมันสูงที่ควรระวัง

🩸1. อาหารโคเลสเตอรอลสูง

อาหารทะเล

เนื้อ-หมู ติดมัน

กุ้ง หอย

ทุเรียน เนย 

🩸2. อาหารไตรกลีเซอร์ไรด์สูง

อาหารจำพวกแป้ง ของหวาน ผลไม้รสหวาน

เครื่องดื่มที่ผสมแอลกอฮอล์

เราเป็นโรคไตระยะไหนกันนะ?

…โรคไตเรื้อรัง ถือเป็นโรคที่เกิดขึ้นมากในปัจจุบัน

ไม่ว่าจะเกิดจากโรคประจำตัว อายุที่เพิ่มขึ้น 

หรือเกิดจากการได้รับยาที่ส่งผลต่อไต

ยังมีอีกหนึ่งสาเหตุที่คนเรามักมองข้าม

นั่นคือพฤติกรรมที่เกิดจากการรับประทานอาหาร

และพฤติกรรมการใช้ชีวิตของเรา

…ซึ่งในช่วงแรกของโรคไต

มักไม่แสดงอาการที่ชัดเจน

จึงทำให้ผู้ป่วยรู้ตัวว่าเป็นโรคไต

เมื่อมีอาการผิดปกติ หรือการไปตรวจสุขภาพ

จนบางรายอาจเกิดโรคไต

เรื้อรังระยะสุดท้าย (ระยะที่5) ในที่สุด

ค่า eGFR มีความสำคัญกับผู้ป่วยโรคไตอย่างมาก

ค่า eGFR คือ อัตราการกรองของเสียของไต

เป็นการตรวจหาค่าอัตราการไหลของเลือด

ผ่านตัวกรองไตในหนึ่งนาที

ซึ่งในปัจจุบันนี้ถือว่าใช้ค่า eGFR

เป็นตัวบอกสถานะของโรคไต

การดูค่า eGFR ดูได้จากผลเลือดที่เราตรวจนั่นเอง

👉การแบ่งระยะของโรคไต มีทั้งหมด 5 ระยะดังนี้เลย

🌾ระยะที่ 1 มีค่า eGFR มากกว่า 90 มล./นาที

ไตอยู่ในภาวะปกติ มีความเสื่อมเกิดขึ้น

ระยะนี้ควรเริ่มควบคุมอาหาร และรักษาโรคประจำตัวให้ดี

 เพื่อชะลอความเสื่อมของไต

🌾ระยะที่ 2 มีค่า eGFR 60-89 มล./นาที

มีภาวะไตเสื่อมเพิ่มขึ้น

เริ่มมีการประเมินเพื่อชะลอการเสื่อมของโรคไตเรื้อรัง

ระยะนี้ผู้ป่วยควรควบคุมอาหาร

ปรับพฤติกรรมการทานให้เคยชิน

และติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง

เพื่อชะลอความเสื่อมของไตต่อไป

🌾ระยะที่ 3 มีค่า eGFR 30-59 มล./นาที

มีภาวะไตเสื่อมมากขึ้น

การทำหน้าที่กรองของเสียลดลง

อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ อย่างเช่น

โรคหัวใจ ที่เป็นภาวะที่ทำให้ผู้ป่วยโรคไตเสียชีวิตได้มาก

ระยะนี้ผู้ป่วยควรควบคุมอาหารอย่างเคร่งครัด

หลีกเลี่ยงอาหารที่มีผลต่อค่าไต

หมายเหตุ : ไตระยะนี้ ยังแบ่งย่อยอีก 2 ระยะ

คือ 3a จะมีค่าการทำงานของไตอยู่ที่ 45-59 มล./นาที

ส่วน 3b จะอยู่ที่ 30-44 มล./นาที

🌾ระยะที่ 4 มีค่า eGFR 15-29 มล./นาที

การทำงานของไตเสื่อมลงมาก

ระยะนี้ควรควบคุมอาหารอย่างเคร่งครัดให้มากกว่าเดิม

ทางแพทย์อาจพูดคุยถึงเรื่องการบำบัด

ทดแทนในวิธีต่างๆ และมีการตรวจเลือดและปัสสาวะ

ติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง

🌾ระยะที่ 5 มีค่า eGFR น้อยกว่า 15 มล./นาที

เกิดภาวะไตวาย ไตไม่สามารถทำงานได้

แพทย์อาจพิจารณาให้ผู้ป่วยเริ่มมีการบำบัดทดแทนไต

อย่างฟอกเลือกด้วยด้วยเครื่องฟอกไตเทียม

การฟอกไตทางหน้าท้อง หรือการปลูกถ่ายไต

หมายเหตุ

ในคนปกติทั่วไปจะมีค่า eGFR ประมาณ 125 มล./นาที

…เมื่อเรารู้แล้วว่าตัวเองเป็นโรคไตระยะไหน

ก็ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทาน

รวมถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิตอย่างจริงจังกัน

ถึงแม้ว่าผู้ป่วยจะเป็นโรคไตในระยะเริ่มต้น

แต่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเหล่านี้

ล้วนทำให้การเสื่อมของไตชะลอลงอย่างมาก

ซึ่งถ้าหากเราไม่ควบคุมอะไรเลย

อาจส่งผลให้เกิดโรคไตระยะสุดท้ายได้ในที่สุด

🍏🍎โรคไต นอกจากเลี่ยงกินเค็ม

ควรเลี่ยงอาหารอะไรอีก ??🍎🍏
ไตเป็นอวัยวะที่มีความสำคัญของร่างกาย

หน้าที่หลักของไต คือการกรองของเสียจากเลือด

และขับถ่ายออกทางปัสสาวะ

รวมทั้งรักษาสมดุลของน้ำ เกลือแร่

และความเป็นกรดด่างของเลือด

ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง
ที่มีการทำงานของไตลดลง

จะทำให้การขับของเสียทำได้น้อยลง

ดังนั้นเพื่อที่จะรักษา และยืดอายุการทำงานของไต

ให้ยาวนานยิ่งขึ้น

การเลือกกินอาหารให้ถูกต้อง

จึงมีความสำคัญในผู้ป่วยที่เป็นโรคไตเรื้อรัง

แล้วอาหารที่ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง

ควรหลีกเลี่ยง มีอะไรกันบ้าง
ในคนที่เป็นโรคไตเรื้อรัง

นอกจากอาหารเค็มแล้ว

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงมีอีกมากมาย
1. หลีกเลี่ยงการกินอาหารที่มีโซเดียมมาก

เช่น ผงชูรส ผงปรุงรส ซุปก้อน

ผงฟู ซอสต่าง ๆ อาหารหมักดอง เช่น

ไข่เค็ม ปลาเค็ม ปลาร้า ผักกาดดอง

เนื้อสัตว์ปรุงรสหรือแปรรูป เช่น ไส้กรอก

กุนเชียง แฮม หมูหยอง
และอาหารเติมเกลือ เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

ข้าวต้ม หรือ โจ๊กซอง
2. หลีกเลี่ยงอาหารที่มีโคเลสเตอรอล

หรือไขมันอิ่มตัวสูง

เช่น ไข่แดง ไข่ปลา ปลาหมึก หอยนางรม ขาหมู

รวมทั้งอาหารที่มีส่วนผสมของเนย และครีม

เช่น เค้ก พิซซ่า และผลิตภัณฑ์ขนมอบ
3. ลดการกินเนื้อสัตว์ลงโดยเฉพาะเนื้อสัตว์ติดมัน 

เช่น คอหมูย่าง เอ็นหมู เอ็นวัว ข้อไก่
4. หลีกเลี่ยงอาหารที่มีฟอสฟอรัสสูง

เช่น ผลิตภัณฑ์จากนม เครื่องในสัตว์ เมล็ดถั่ว กุ้งแห้ง
5. สำหรับผู้ป่วยที่มีโพแทสเซียมในเลือดสูง

ควรหลีกเลี่ยงการบริโภคผัก ผลไม้ที่มีโพแทสเซียมสูง

เช่น หัวปลี แครอท หน่อไม้ฝรั่ง ผักโขม

ผักคะน้า กล้วย ฝรั่ง ลูกพรุน น้ำมะพร้าว เป็นต้น

 

นอกจากนี้ในผู้ที่เป็นโรคไตเรื้อรัง

ควรให้รับประทานไข่ขาววันละ 1-2 ฟอง

ใช้น้ำมันถัวเหลือง น้ำมันรำข้าว

ในการประกอบอาหาร

โดยวิธีการประกอบอาหาร

ควรใช้วิธีการ ย่าง ต้ม และอบ

แทนวิธีการทอดจะดีกว่า

 

7 บุคคลที่ควรตรวจสุขภาพไต

ต้องรู้!โรคไตวายเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease)

คือภาวะที่การทำงานของไต

เสื่อมถอยอย่างต่อเนื่อง

ทำให้การกรอง และกำจัดของเสียออกจากร่างกายนั้น

#ลดประสิทธิภาพการทำงานลง เซลไตเสียหาย

จนไม่สามารถฟื้นฟูให้กลับมาทำงานได้เหมือนเดิม 

โรคไตวายเรื้อรังในระยะแรกไม่มีอาการ

แต่ถ้ารอให้มีอาการอาจจะสายเกินไปแล้ว

ดังนั้น การตรวจสุขภาพไต

ตามที่แพทย์นัดหมายจึงสำคัญ

เพราะเป็นการเฝ้าระวังความเสี่ยงของโรคที่อาจกำลังมาถึง

🚨โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงดังต่อไปนี้…

✅ 1.ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคไตเรื้อรัง

หากในครอบครัวมีประวัติป่วยเป็นโรคไต

ก็จะเพิ่มความเสี่ยงการเกิดโรคไตมากขึ้น

✅ 2.ผู้ที่มีอายุ60ปีขึ้นไป

เมื่อเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ การทำงานของร่างกาย

จะค่อย ๆ ถดถอยลง

ทำให้มีความเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆ ได้ง่ายขึ้น

รวมถึงโรคไตด้วยเช่นกัน

✅ 3.ผู้ป่วยโรคเบาหวาน

การที่ระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ

จะส่งผลให้หลอดเลือดทั่วร่างกายเสียหาย

รวมถึงไตด้วย ทำให้เกิดการเสื่อมสภาพของไต

อย่างรุนแรง

ผู้ป่วยเบาหวานจึงต้องควรรักษา

ระดับน้ำตาลในเลือดให้เป็นปกติ

✅ 4.ผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด

ระบบไหลเวียนเลือดที่ผิดปกตินั้น

อาจส่งผลให้ไตทำงานผิดปกติไปด้วย

จนส่งผลให้เกิดเป็นโรคไตได้ในที่สุด

✅ 5.ผู้ป่วยที่มีภาวะอ้วน(Obesity)

คือคนที่มีค่าดัชนีมวลกาย (BMI : Body Mass Index)

ตั้งแต่ 30 ขึ้นไป

คนกลุ่มนี้มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวาน

และความดันโลหิตสูง มากกว่าคนทั่วไป

จึงมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไตวายเรื้อรังมากขึ้นด้วยเช่นกัน

✅ 6.ผู้ที่สูบบุหรี่

เนื่องจากการสูบบุหรี่ จะทำให้ร่างกาย

ควบคุมความดันโลหิตได้ยาก

และไตเสื่อมได้เร็วขึ้น.

✅ 7.โรคไต

ถือเป็นอีกหนึ่งภัยเงียบ

ที่กว่าจะแสดงอาการเนื้อไตอาจโดนทำลาย

จนเสียหายรุนแรง จนไม่สามารถใช้ชีวิตปกติได้อีกแล้ว

ดังนั้นการตรวจสุขภาพไตเป็นประจำ

จึงมีความสำคัญเพื่อตรวจวินิจฉัยความเสี่ยงของโรค

อย่ารอจนกว่าจะมีอาการผิดปกติ

เพราะเมื่อถึงเวลานั้นอาจสายเกินไปแล้ว

สัญญาณ 6 ประการ เตือนโรคไต

 
 

1.เลือกรายการโปรโมชั่น

  • 11oil1#

    น้ำมันสกัดเย็น 11 ชนิดเพื่อสุขภาพ 1 กระปุก

    590390 บาท
    ขายหมดแล้ว!
    +
  • 11oil2#

    น้ำมันสกัดเย็น 11 ชนิดเพื่อสุขภาพ 1 กระปุก

    1,180700 บาท
    ขายหมดแล้ว!
    +
สินค้า จำนวน รวม
ค่าส่ง
รวม  บาท
logo
ธนาคารกรุงไทย
เลขที่บัญชี:
ชื่อบัญชี: มานพ โพธิปิน
Thank you for your order!
แชทกับแอดมิน